ความเป็นมาของไม้กฤษณา


            

       ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่มีคุณค่าสูงตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์  และมีหลักฐานการใช้ประโยชน์ไม้กฤษณามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล  จึงทำให้มีความเชื่อว่าไม้กฤษณาเป็นไม้มงคล  สามารถใช้ป้องกันภูตผีปีศาจไม่ให้กล้ำกรายได้  สำหรับผู้เดินทางไปหาของป่า  ถ้าไปนอนค้างใต้ต้นกฤษณาจะปลอดภัยไม่มีสิงสาราสัตว์มารบกวน  บางคนจึงนำไปปลูกไว้ในบ้านหรือสวนเพื่อเป็นสิริมงคลและเพื่อป้องกันผีสางนางไม้เข้ามาในบ้าน  อีกทั้งยังนำไม้กฤษณาไปทำธูปบูชาพระ  และทำพิธีต่างๆ ในศาสนา  รวมทั้งใช้เป็นยาสมุนไพรใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย
ตามประวัติศาสตร์ไทยได้มีข้อมูลเกี่ยวกับไม้กฤษณาว่าเป็นไม้พื้นเมืองที่เก่าแก่ของไทย  ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่ปรากฏในหนังสือไตรภูมิพระร่วง  ต่อมาในสมัยอยุธยาก็พบว่าไม้กฤษณาเป็นไม้เศรษฐกิจที่สำคัญและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของไทย  เพราะเป็นที่ต้องการของนานาประเทศ  ปรากฏว่าในสมัยสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1  (พ.ศ.1930)  ได้มีการส่งไม้กฤษณาเป็นเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงจีน  เช่นเดียวกับสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  (พ.ศ.2101)  สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  (พ.ศ.2135)  สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ.2208)  และสมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ(พ.ศ.2272)  ส่วนการส่งไม้กฤษณาเป็นเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงญี่ปุ่น  ปรากฏในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม  (พ.ศ.2166)  และสมัยสมเด็จพระเชษฐาธิราช(พ.ศ.2172)  อีกทั้งได้ส่งไม้กฤษณาเป็นเครื่องราชบรรณาการถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช(พ.ศ.2229)
       ในสมัยอยุธยา  นอกจากมีการส่งไม้กฤษณาเป็นเครื่องบรรณาการแล้ว  ยังถือว่าเป็นสินค้าที่ส่งออกที่ขึ้นชื่อของไทย  สมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  (พ.ศ.2177)  พ่อค้าชาวฮอลันดาได้นำไม้กฤษณาจำนวน 100 หาบ  ไปค้าขายยังประเทศญี่ปุ่น  ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  (พ.ศ.2209)  ชาวฮอลันดาได้บีบบังคับให้สยามจัดไม้กฤษณาให้จำนวน 30,000 หาบทุกปี  และขอผูกขาดการค้าในปี  พ.ศ.2218  รวมทั้งขอผูกขาดให้มีการส่งไม้กฤษณาปีละ 1,000 หาบ  ไปยังเมืองสุรัต  ประเทศอินเดีย
         ตามหลักฐานจากบันทึกในจดหมายของบริษัทอินเดียตะวันออกระบุว่า  ไม้กฤษณาของสยามมีคุณภาพดีที่สุดในโลกโดยเฉพาะไม้หอมที่มาจากบ้านนา  (Agillah Bannah)  ซึ่งเป็นพื้นที่ของจังหวัดนครนายก  ในปี พ.ศ.2222  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ผูกขาดการค้าขายไม้กฤษณาโดยมีข้อกำหนดว่า  การซื้อขายไม้กฤษณาจะต้องผ่านมือของหลวงเท่านั้น  กฤษณาจึงกลายเป็นสินค้าผูกขาดที่สร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่ชาติไทยมาอย่างยาวนาน  จนกระทั่งมายกเลิกระเบียบดังกล่าวในสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
จากประวัติความเป็นมาของไม้กฤษณาของไทย  จะเห็นได้ว่าประเทศไทยในอดีตได้มีไม้กฤษณาขึ้นอยู่จำนวนมาก  ซึ่งสามารถตัดไม้กฤษณาเป็นเครื่องบรรณาการและเป็นสินค้าส่งออกที่มีคุณภาพ  (ไม้กฤษณาที่มีสารหอมแล้ว)  แต่ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกไม้กฤษณาหรือการทำสารกฤษณา  แสดงว่าไม้กฤษณาดังกล่าวเป็นไม้กฤษณาที่ขึ้นอยู่ในธรรมชาติทั้งสิ้น
          การที่ไม้กฤษณาเป็นที่ต้องการของมนุษย์หลายชาติหลายภาษาก็เพราะเป็นพืชที่มีประโยชน์มากทางด้านสมุนไพร  มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในตำราจีน  กฤษณาใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ  แก้ลมวิงเวียน  คลื่นไส้อาเจียน  อาการปวดแน่นหน้าอก  แก้หอบหืด  แกโรคปวดบวมตามข้อและขับลมในกระเพาะอาหาร  เป็นต้น 
ส่วนในภาคตะวันออกกลาง  ชาวอาหรับถือว่ากฤษณาเป็นสิ่งสำคัญในวิถีชีวิตตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  จากการที่ในทะเลทรายมีไรอาศัยเกาะตามขนละเอียดบนผิวของคน  และเป็นตัวนำเชื้อโรคกลุ่มไมโคพลาสมา  ไรเหล่านี้ไม่แพ้น้ำมันหอมระเหยอื่นๆ  แต่แพ้สารจากกลิ่นน้ำมันหอมกฤษณา  ไม้กฤษณาจึงเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวัน  โดยนำแก่นกฤษณาหรือไม้สับ  (ไม้ที่มีกฤษณาแทรกอยู่ในเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อน)  มาเผาด้วยถ่านหินในเตาขนาดย่อม   เพื่อให้ควัน  และกลิ่นหอมของกฤษณาติดผิวหนัง  สามารถป้องกันแมลงหรือไรทะเลทรายมากัดจนเกิดแผลพุพองได้  และการนำไม้หอมมาเผาไฟ  ยังช่วยอบห้องให้มีกลิ่นหอมเพื่อช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด  และการสูดดมควันกฤษณาถือว่าเป็นยาบำรุงโรคหัวใจอีกด้วย
          นอกจากนี้ศาสนาอิสลามมีบัญญัติห้ามชาวมุสลิมดื่มสุราและใช้เครื่องสำอางประเภทน้ำหอมที่มีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสม  แต่ให้ใช้เครื่องสำอางและน้ำหอมที่ผลิตจากสมุนไพรเท่านั้น  จึงทำให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ผลิตเครื่องสำอางของชาวมุสลิมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก  ก็ต้องการกฤษณาไปผลิตน้ำหอม  แป้งทาหน้า  และเครื่องสำอางประทินผิวอื่นๆ  อีกหลายประเภท  อีกทั้งประเทศแถบทวีปยุโรปที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำหอมรายใหญ่ของโลกก็ต้องใช้น้ำหอมจากไม้กฤษณาเป็นหัวเชื้อผสมน้ำหอม  ถึงแม้กากไม้กฤษณาที่เหลือจากการสกัดหัวน้ำหอมแล้วก็ยังสามารถนำไปสู่กระบวนการผลิตธูปหอมชนิดต่างๆ  ได้  อีกทั้งเนื้อไม้ที่ไม่ได้นำไปกลั่นน้ำหอมก็สามารถนำไปแกะสลักเป็นเครื่องประดับและอื่นๆ  ใช้ประโยชน์ได้  เช่น  ลูกประคำ  หีบใส่เครื่องเพชร  รูปสลักนกอินทรีย์  และทำคันธนู  เป็นต้น

พันธุ์  การกระจายพันธุ์  และลักษณะทางพฤกษศาสตร์



สำหรับชื่อไม้กฤษณาที่เรียกกันในที่ต่างๆ  ของประเทศไทยและในต่างประเทศ  คือ
ชื่อสามัญภาษาไทย  เรียกว่า  กฤษณา
ชื่อในภาคตะวันออกและภาคใต้  เรียกว่า  ไม้หอม  ไม้พวงมะพร้าว
ชื่อทางแถบปัตตานี  ยะลา  นราธิวาส  ลงไปถึงประเทศมาเลเซีย  เป็นภาษายาวี  เรียกว่า  กายูการู  กายูกาฮู  หรือ  กายูดือปู
ชื่อภาษาบาลี            เรียกว่า    อครุ  และดคร
ชื่อภาษาจีน              เรียกว่า    ติ่มเฮียง  หมายความว่า  ไม้หอมที่จมน้ำ
ชื่อภาษาอังกฤษ        เรียกว่า    - อีเกิ้ลวูด  เขียนว่า  Eagle  Wood
- ลิกนั่มอะโลส์  เขียนว่า  Lignum  Aloes
- อะการ์วูด  เขียนว่า  Agar  Wood
- คาร์ลัมบัก หรือ กะลัมพัก  เขียนว่า  Calambac

ส่วนชื่อของไม้กฤษณาของประเทศอื่น  มีดังต่อไปนี้
ชื่อภาษาญี่ปุ่น    เรียกว่า   Jin-Koh  Kya-ra
ชื่อภาษาอินโดนีเซีย และมาเลเซีย    เรียกว่า   Gaharu
ชื่อภาษาอินเดีย                     เรียกว่า   Agar
ชื่อในแคว้นเบงกอล               เรียกว่า   Agara
ชื่อในแคว้นอัสสัม                  เรียกว่า   Sasi
ชื่อในประเทศเกาหลี              เรียกว่า   Chin  Hyuagy
ชื่อในประเทศฝรั่งเศส             เรียกว่า   Boisd’ aigle

ลักษณะทั่วไปของไม้กฤษณา

       กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่  ไม่ผลัดใบ  มีความสูง  18-21 เมตรขึ้นไป  เส้นรอบวงประมาณ  1.5-1.8 เมตร  เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์หรือรูปกรวย  ลำต้นตรง  เปลือกนอกลำต้นสีเทาอมขาว  เปลือกหนาประมาณ  5-10 มิลลิเมตร  มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อนทั่วไป  เปลือกนอกจะปริเป็นร่องเล็กๆ  เมื่อมีอายุมากๆ ส่วนเปลือกชั้นในมีสีขาวอมเหลือง
ลักษณะใบของกฤษณาเป็นแบบใบเดี่ยว  เรียงตัวแบบสลับ  ใบเป็นรูปไข่  หรือรูปร่างยาว  ขอบขนาน  ปลายใบเรียวแหลม  ฐานใบแหลม  ใบกว้าง  2.5-3.5 เซนติเมตร  ยาว  7-9  เซนติเมตร  ใบแก่เกลี้ยงเป็นมัน  ใบอ่อนมีขนสั้นแววคล้ายไหม  ตามชอบใบ  เส้นใบ  ก้านใบ  ตาอ่อนและกิ่งอ่อน  ปกคลุมไปด้วยขนลักษณะเดียวกัน  ก้านใบยาว  3-5 มิลิเมตร  เส้นใบที่ออกมาจากเส้นกลางใบมี 2 ขนาด  ขนาดใหญ่ทำมุม 45-60 องศากับเส้นกลางใบ  เส้นใบมีขนาดเล็กฝอย  เกิดขนานเกือบตั้งฉากกับเส้นกลางใบ  และตัดทำมุมกับเส้นใบขนาดใหญ่  ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน  ใบแก่มีสีเขียวเข้ม  ก่อนร่วงเป็นสีเหลือง
สำหรับดอกของไม้กฤษณาเป็นดอกสมบูรณ์เพศ  คือ  มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน  ออกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามใบตอนปลายของกิ่ง  ช่อละ 4-6 ดอก  ก้านดอกยาว  3-5 มิลลิเมตร  มีขนนุ่มสั้นตามส่วนต่างๆ ของดอก  ดอกมีสีเขียวอมเหลือง  หลอดกลีบรองกลีบดอกมีขนประปรายทั้งสองด้าน  เมื่อดอกบานวงกลีบเลี้ยงจะเจริญมากขึ้น  กลีบดอกมีขนยาวหนาแน่นยาว  1-1.5 มิลลิเมตร  เกสรตัวผู้มีเกสรยาว  1-1.5 มิลลิเมตร  อับเกสรยาว  1 มิลลิเมตร  รังไข่มีขนประปรายยาว  2-3 มิลลิเมตร  ก้านอับเรณูเกสรตัวเมียเป็นตุ่มยาว 1 มิลลิเมตร  ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์  ติดผลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน  และกลายเป็นผลแก่ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
ส่วนผลของกฤษณาเป็นรูปโล่หรือรูปตลับ  เปลือกแข็ง  มีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองตามผิวผลหนาแน่น  ปลายผลเป็นติ่งเล็กน้อย  ฐานผลติดอยู่บนกลีบรวม  ซึ่งมีแฉกของส่วนบนยาวกว่ากลีบส่วนล่างที่ติดกันคล้ายรูประฆัง  และแฉกของกลีบรองกลีบดอกหุ้มแนบ  ผลแก่แตกอ้าตามรอยประสาน  เมล็ดเป็นมันฝังอยู่ในเปลือกผล  จำนวน 2 เมล็ด  มีลักษณะรูปไข่ขนาด  5-8 มิลลิเมตร  มีส่วนฐานที่สดและนุ่ม  บางครั้งขยายออกไปเป็นส่วนหาง  เมล็ดมีส่วนของเส้นขนาดเล็กยาวเชื่อมต่อกับผล  เมล็ดมีสีแดง  สีส้มหรือสีดำ  ปกคลุมด้วยขนสั้นและนิ่ม  เมื่อผลแก่จะแตกอ้าออกเป็น 2 ซีก  เมล็ดกฤษณามีชีวิตอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 1-2 สัปดาห์  ทำให้มีการงอกดีเมื่อนำไปเพาะ  แต่หลังจาก 4 สัปดาห์แล้ว  อัตราการงอกของเมล็ดลดลงจนไม่มีการงอก
เนื้อไม้กฤษณาปกติเมื่อตัดใหม่ จะมีสีขาวนวล  ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน  มีเสี้ยนตรง  เนื้อหยาบปานกลาง  เลื่อยผ่าได้ง่าย  ขัดชักเงาไม่ได้ดี  ไม่ค่อยทนทาน  อยู่ในน้ำจะทนทานพอประมาณ  ส่วนเนื้อไม้หอมที่มีสารกฤษณาจะมีสีน้ำตาลเข้มจนสีดำ  หนักกว่าไม้กฤษณาธรรมดาจึงจมน้ำ  สารกฤษณาเป็นสารที่เป็นยางเหนียวหรือเรซิน  (Resin)  ทำให้มีกลิ่นหอม
ไม้กฤษณาหรือไม้หอมเป็นพืชในวงศ์ไทเมลลีซีอี  (Thymelaeceae)  สกุลเอควิลาเรีย  (Aquilaria)  คำว่า  Aquilaria  เป็นคำมาจากภาษาลาติน  และภาษาอัคคาเดียน  คือ  คำว่า  Aquila  หรือ aquilae  เป็นภาษาลาติน  แปลว่า  นกอินทรีย์  ส่วนคำว่า  ekle  ซึ่งเป็นภาษาอัคคาเดียน  แปลว่า  ดำ  เข้ม  และกลางวัน
จากผลการประชุมกฤษณาโลกครั้งที่ 1  ที่ประเทศเวียดนามมีรายงานว่า  ปัจจุบันทั่วโลกมีไม้กฤษณาทั้งหมด 16 สายพันธุ์  กระจายอยู่ในแถบเอเชียเขตร้อน  ตั้งแต่เอเชียเหนือ  เอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และเอเชียใต้  คือ

  1. พันธุ์เอควิลาเรีย  สับอินทิกรา   (Aquilaria  subintegra)  แหล่งที่พบ  คือ  ไทย
  2. พันธุ์เอควิลาเรีย  คราสนา   (Aquilaria  crassna)  แหล่งที่พบ  คือ  ไทย  กัมพูชา  ลาว  และเวียดนาม
  3. พันธุ์เอควิลาเรีย  มาลัคเคนซิส   (Aquilaria  malaccensis)  แหล่งที่พบ  คือ  ไทย  อินเดีย  และอินโดนีเซีย
  4. พันธุ์เอควิลาเรีย  อาพิคูลาตาร์   (Aquilaria  apiculata)  แหล่งที่พบ  คือ  ฟิลิปปินส์
  5. พันธุ์เอควิลาเรีย  ไบโลนิล   (Aquilaria  baillonil)  แหล่งที่พบ  คือ  ไทย  กัมพูชา  ลาว  และเวียดนาม
  6. พันธุ์เอควิลาเรีย  บานโนซิส   (Aquilaria  baneonsis)  แหล่งที่พบ  คือ  ฟิลิปปินส์
  7. พันธุ์เอควิลาเรีย  เบคคาเรีย   (Aquilaria  beccaria)  แหล่งที่พบ  คือ  อินโดนีเซีย
  8. พันธุ์เอควิลาเรีย  เบรซไซยานทา  (Aquilaria  brackyanta)  แหล่งที่พบ  คือ  มาเลเซีย
  9. พันธุ์เอควิลาเรีย  คัมมิ่งเจียนนา   (Aquilaria  cumingiana)  แหล่งที่พบ  คือ  อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
  10. พันธุ์เอควิลาเรีย  ฟิลาเรีย   (Aquilaria  filaria)  แหล่งที่พบ  คือ  นิวกินี  และจีน
  11. พันธุ์เอควิลาเรีย  แกรนดิฟลอรา   (Aquilaria  grandiflora)  แหล่งที่พบ  คือ  จีน
  12. พันธุ์เอควิลาเรีย  ฮิลาตา   (Aquilaria  hilata)  แหล่งที่พบ  คือ  อินโดนีเซีย  และมาเลเซีย
  13. พันธุ์เอควิลาเรีย  คะฮาเซียนา   (Aquilaria  khasiana)  แหล่งที่พบ  คือ  อินเดีย
  14. พันธุ์เอควิลาเรีย  ไมโครคาร์ปา   (Aquilaria  microcarpa)  แหล่งที่พบ  คือ  อินโดนีเซีย  และมาเลเซีย
  15. พันธุ์เอควิลาเรีย  โรสตราตา   (Aquilaria  rostrata)  แหล่งที่พบ  คือ  มาเลเซีย
  16. พันธุ์เอควิลาเรีย  ไซเนนซิส   (Aquilaria  sinensis)  แหล่งที่พบ  คือ  จีน

สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวกับกลุ่มไม้กฤษณาที่พบโดยทั่วไปในประเทศไทยมี 3 สายพันธุ์หลัก  คือ

  1. พันธุ์เอควิลาเรีย  คราสนา   (Aquilaria  crassna  Pierre ex Lec.)  เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อพันธุ์เขาใหญ่  บางครั้งก็เรียกว่า  ไม้หอม  แก่นกฤษณา  ลูกแก่น  เป็นพันธุ์ที่พบกระจายทั่วไปในเขตป่าดิบชื้นและป่าดิบแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  คือ  นครราชสีมา  บุรีรัมย์  ศรีสะเกษ  นครนายก  ปราจีนบุรี  กบินทร์บุรี  โดยเฉพาะพบมากที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  ในภาคเหนือ  คือ  น่าน  เชียงราย  และแพร่  และบริเวณภาคกลาง  คือ  นครสวรรค์  กำแพงเพชร  และเพชรบูรณ์  พบมากที่สุดที่บ้านห้วยตะหวัก  อำเภอน้ำหนาว  บริเวณเขาค้อ  ไม้กฤษณาพันธุ์เขาใหญ่มีลักษณะเด่น  คือ  ทนแล้งได้มากกว่าพันธุ์อื่นๆ  และเป็นพันธุ์ที่ให้คุณภาพน้ำมันค่อนข้างสูงและมีปริมาณน้ำมันค่อนข้างมาก
  1. พันธุ์เอควิลาเรีย  มาลัคเคนซิส   (Aquilaria  malaccensis)  หรือที่เรียกกันว่าพันธุ์มาลัคคา  เป็นพันธุ์ไม้กฤษณาที่มีคุณภาพน้ำหอม  และปริมาณน้ำหอมปานกลาง  พบในพื้นที่ชุ่มชื้นบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยและมาเลเซีย  เช่น  เพชรบุรี  ประจวบคีรีขันธ์  พัทลุง  ระนอง  ปัตตานี  กระบี่  ยะลา  และที่เขาช่อง จังหวัดตรัง  เป็นต้น 
  2. พันธุ์เอควิลาเรีย  สับอินทิกรา   (Aquilaria  subintegra)  เป็นที่รู้จักในชื่อพันธุ์จันทบุรี  เป็นพันธุ์ไม้หอมที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก  เพราะให้น้ำมันคุณภาพสูง  และมีปริมาณน้ำมันมาก  อีกทั้งเป็นไม้กฤษณาที่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมได้ดีมาก  เจริญเติบโตได้ในแทบทุกพื้นที่ของประเทศไทยและที่พบมากในประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคตะวันออก  คือ  ระยอง  จันทบุรี  และตราด  โดยเฉพาะที่เขาสอยดาว 

ในปี พ.ศ.2545  มีรายงานว่ามีการปลูกไม้หอมในจังหวัดตราดมากที่สุดในโลก  แต่ได้มีเกษตรกรบางรายนำไม้กฤษณาพันธุ์อื่นมาปลูกรวมทำให้เกิดปัญหาไม้หอมกลายพันธุ์และมีลักษณะด้อยกว่าเดิม

สำหรับไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  หรือไม้หอมสายพันธุ์ตราดที่แพร่กระจายอยู่สามารถจำแนกลักษณะทางพฤกษศาสตร์เกี่ยวกับใบที่แตกต่างกันออกเป็น 3 class  คือ

Class 1  คือ  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบเล็กเรียวแหลม  มีเส้นคู่ขนานของเส้นใยใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  และสามารถแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะของลำต้นเป็น 3 กลุ่ม  คือ

ประเภทที่ 1  เป็นไม้กฤษณาที่มีใบเล็กเรียวแหลม  (ใบไผ่)  และมีลักษณะผิวหรือเปลือกนอกของลำต้นมีลักษณะเป็นปุ่มหรือก้อนเม็ดสีแดง  แดงอ่อน  หรือแดงออกดำ  ซึ่งคนในพื้นที่เรียกว่า  “หนังคางคกแดง”  เป็นสายพันธุ์ที่ให้คุณภาพสูงสุด  ลำต้นใหญ่  ถือว่าเป็นไม้หอมที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในกลุ่มไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ซึ่งส่วนใหญ่จะพบเฉพาะภายในจังหวัดตราด

ประเภทที่ 2  เป็นไม้กฤษณาที่มีใบเล็กเรียวแหลม  (ใบไผ่)  และมีลักษณะผิว  เปลือกนอกของลำต้นมีลักษณะสีเหมือนเปลือกไม้ตะเคียน  มีสีขาวเทาสลับเขียว  หรือมีสีขาวเป็นวงรีๆ ตามลำต้น  เป็นไม้กฤษณาที่ให้น้ำมันค่อนข้างสูง  ลำต้นใหญ่  พบทั่วไปในจังหวัดตราด  เขาสอยดาว  เขาสระบาป  และเขาคิชฌกูฏ ในจังหวัดจันทบุรี

ประเภทที่ 3  เป็นไม้กฤษณาที่มีใบเล็กเรียวแหลม  (ใบไผ่)  และมีลักษณะผิวเปลือกนอกของลำต้นมีลักษณะสีเหมือนเปลือกไม้ตะเคียน  คือ  มีสีขาว  เทาเงิน  มีลำต้นเล็ก  มีการเจริญเติบโตช้า  ไม่เหมาะที่จะปลูกเป็นการค้า  พบทั่วไปในพื้นที่ภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 500 เมตรขึ้นไป  แถบจังหวัดตราด  และจันทบุรี  ส่วนใหญ่จะเกิดสารกฤษณาเองโดยธรรมชาติ  แต่มีปริมาณน้อย  เพราะลำต้นเล็ก
Class 2   คือ  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบโตปานกลางเรียวยาว  มีเส้นใยใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  และได้มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะของลำต้นเป็น 3 กลุ่ม  คือ

ประเภทที่ 1  คือ  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบโตปานกลางเรียวยาว  หรือบางต้นมีขอบใบหยักเป็นคิ้วรอบใบ   มีเส้นคู่ขนานของเส้นใยใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  และมีลักษณะสีผิวหรือเปลือกนอกของลำต้นเป็นปุ่มหรือก้อนเม็ดสีแดง  แดงอ่อน  หรือแดงออกดำ  ซึ่งคนในพื้นที่เรียกว่า  “หนังคางคกแดง”  เป็นสายพันธุ์ที่ให้น้ำมันค่อนข้างสูง  ลำต้นใหญ่  พบทั่วไปในจังหวัดตราด  และบริเวณเขาสระบาป ในจังหวัดจันทบุรี

ประเภทที่ ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบโตปานกลางเรียวยาว  มีเส้นคู่ขนานของเส้นใยใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  และมีลักษณะผิวหรือเปลือกนอกของลำต้นมีลักษณะสีเหมือนเปลือกไม้ตะเคียน  คือ  มีสีขาว  เทา  สลับเขียว  หรือมีสีขาวเป็นวงรีๆ ตามลำต้น  ให้น้ำมันค่อนข้างสูง  พบทั่วไปในจังหวัดจันทบุรี  เช่น   เขาสอยดาว  เขาสระบาป  เขาคิชฌกูฏ  และแถบเทือกเขาชะเมา  ในจังหวัดระยอง

ประเภทที่ 3  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบโตปานกลางเรียวยาว  มีเส้นคู่ขนานของเส้นใยใบละเอียดและถี่มาก  มีลักษณะผิวหรือเปลือกนอกของลำต้นเป็นสีขาว  สีเทา  สีเทาขาว  ขาวหรือขาวอมเทา  เขียวเล็กน้อย   มีลำต้นเล็ก  มีการเจริญเติบโตช้า  ให้น้ำมันคุณภาพค่อนข้างสูง   ส่วนใหญ่เกิดสารกฤษณาเองโดยธรรมชาติ   พบทั่วไปในพื้นที่ภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 300 เมตร ถึง ประมาณ 500 เมตร  ในแถบจังหวัดตราด  และจันทบุรี 

Class 3   คือ  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  มีลักษณะใบใหญ่  มีเส้นใยใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  และได้มีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะของลำต้นเป็น 3 กลุ่ม  คือ

ประเภทที่ 1  คือ  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบใหญ่  และมีเส้นคู่ขนานของเส้นใยใบละเอียดและถี่มาก  มีลักษณะสีผิวหรือเปลือกนอกของลำต้นเป็นปุ่มหรือก้อนเม็ดสีแดง  แดงอ่อน  หรือแดงออกดำ  ซึ่งคนในพื้นที่เรียกว่า  “หนังคางคกแดง”  ให้น้ำมันค่อนข้างสูง  ลำต้นใหญ่  พบทั่วไปในจังหวัดตราด  และบริเวณเขาสอยดาวในจังหวัดจันทบุรี

ประเภทที่ 2  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบใหญ่  และมีเส้นคู่ขนานของเส้นใยใบตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  และมีลักษณะผิวหรือเปลือกนอกของลำต้นมีสีลักษณะคล้ายเปลือกไม้ตะเคียน  คือ  มีสีขาวเทาสลับเขียว  หรือมีสีขาวเป็นวงรีๆ ตามลำต้น  และมีลำต้นใหญ่  ให้น้ำมันพอใช้ได้  พบทั่วไปในพื้นที่จังหวัดตราดและจังหวัดจันทบุรี 
ประเภทที่ 3  ไม้กฤษณาพันธุ์สับอินทิกรา  ที่มีลักษณะใบใหญ่  ใบมีเส้นคู่ขนานของเส้นใยตั้งแต่ 2 คู่ขึ้นไป  มีลักษณะผิวหรือเปลือกนอกของลำต้น  มีลักษณะสีดำ  ค่อนข้างดำ  ผิวลื่น  ลำต้นใหญ่มาก                          การทำสารให้เกิดสารกฤษณาต้องใช้เทคนิคอย่างมากจึงจะได้ผล  หรือบางคนเรียกว่า  “พันธุ์เคราดำ”  หรือ  “พันธุ์ปราบเซียน”   แต่เมื่อเกิดสารกฤษณาจะได้น้ำมันสีเข้ม  ส่วนใหญ่ไม่เกิดสารกฤษณาเองโดยธรรมชาติ  นอกจากมีการกระตุ้นอย่างแรง  พบทั่วไปตามหมู่เกาะแถบจังหวัดตราด  เช่น  เกาะช้าง  และเกาะกูด  เป็นต้น

การขยายพันธุ์ไม้กฤษณา  การปลูก  และการบำรุงรักษา



การขยายพันธุ์ไม้กฤษณาสามารถทำได้  3  วิธี  คือ

1.  การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด  จากการที่ผลและเมล็ดกฤษณาไม่มีการพักตัว  จึงต้องรีบเพาะเมล็ดกฤษณาให้เร็วที่สุด  เพราะในเมล็ดมีต้นอ่อนที่เริ่มงอกแล้ว  โดยนำเมล็ดมาเพาะในถุงหรือในแปลงเพาะกล้า  แล้วดูแลกล้าให้แข็งแรง  การเพาะเมล็ดกฤษณาใช้ถุงเพาะชำสีดำขนาด  2.5x7  นิ้ว  หรือ       3.5x9  นิ้ว  ส่วนดินที่ใช้เพาะควรเป็นดินร่วนผสมปุ๋ยคอก  ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีใดๆ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
การเตรียมเมล็ดกฤษณาเพื่อเพาะให้แช่ในน้ำ  แช่ไว้ประมาณ 20 นาที  และนำเมล็ดไปเพาะในกระบะที่มีน้ำถ่ายเทสะดวก  รดน้ำผสมกำมะถัน  หรือยากันเชื้อราลงในดิน  รดน้ำให้ชุ่ม  จากนั้นประมาณ 10 วัน  เมล็ดก็จะงอกสามารถนำไปชำในถุงได้ต่อไป
2.  การขุดกล้าไม้จากบริเวณต้นแม่มาปลูก  สำหรับการขุดกล้าไม้ที่เป็นเมล็ดที่ตกลงมาจากต้น  หล่นลงใต้ต้นหรือใกล้ต้น  จนงอกเป็นกล้าไม้  โดยทำการย้ายกล้าจากบริเวณต้นแม่มาปลูกในเรือนเพาะชำจนกล้าไม้อายุราวหนึ่งปี  จะมีความแข็งแรงและเจริญเติบโตพอที่จะย้ายไปปลูกในแปลงได้  ถ้าปล่อยให้กล้าเจริญเติบโตอยู่ในแปลงเพาะนานเกินไปจะทำให้รากเกาะยึดดินแน่น  เมื่อถอนรากจะขาดทำให้ตั้งตัวในถุงชำช้า  เมื่อต้นกฤษณาในถุงเจริญได้ระยะหนึ่งและเริ่มเจริญช้าลง  แสดงว่าถุงเล็กเกินไป  ควรทำการเปลี่ยนถุงให้มีขนาดใหญ่ขึ้นเพราะกฤษณาจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว  สำหรับต้นที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก  ควรย้ายไปปลูกในเข่งใหญ่  โดยวางเข่งไว้บนพื้น  ซีเมนต์หรือใช้ผ้าพลาสติกปูหลายชั้นก่อนวางเข่งเพื่อป้องกันรากลงไปยึดติดดินจะได้ขนย้ายสะดวก
ในการเลือกพื้นที่ปลูกไม้กฤษณาที่เหมาะสม  ควรเลือกพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมขัง  ระบายน้ำได้ดี  เป็นที่ลาดเนินเขาจะดีที่สุด  มีความชุ่มชื้นและมีแสงระดับปานกลาง  ควรเริ่มปลูกประมาณเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนมิถุนายน  ซึ่งเป็นช่วงก่อนฤดูฝน  เพราะถ้าปลูกช่วงเวลาอื่นจะต้องคำนึงถึงความเพียงพอของน้ำที่ต้องใช้

สำหรับระยะการปลูกต้นกฤษณาได้มีผู้เสนอหลายแบบ  ดังนี้
ภาณุเมศวร์  (2549)  ได้แบ่งการปลูกไม้กฤษณาเป็น 2 แบบ  คือ
1.  ปลูกระยะถี่  2x2  เมตร  สามารถปลูกได้ไร่ละ 400 ต้น  เหมาะสำหรับการทำไม้กฤษณาเกรด 3  และเกรด 4  เพื่อนำไปสกัดน้ำมันกฤษณา  โดยจำหน่ายเนื้อไม้ที่มีสารกฤษณาให้กับโรงกลั่นเพราะขนาดของลำต้นไม่ใหญ่มาก  สามารถเริ่มทำสารได้เมื่อต้นกฤษณาอายุ 5-7 ปี  หลังจากทำสารกฤษณาแล้วทิ้งไว้ระยะเวลา 6-18 เดือน  (ขึ้นอยู่กับสภาพและอายุของต้น)  การเก็บสารกฤษณาเร็วเกินไปจะได้สารกฤษณาที่มีคุณภาพไม่สูง  กลิ่นน้ำมันกฤษณาที่ได้ยังอ่อนอยู่  การปลูกไม้กฤษณาระยะถี่เหมาะกับผู้ที่มีพื้นที่จำกัด  และต้องการเก็บเกี่ยวผลผลิตเร็ว
2.  ปลูกระยะถี่  2x3  หรือ  3x3  เมตร ปลูกได้ไร่ละ 226 ต้น และ 177 ต้น ตามลำดับเหมาะสำหรับการทำไม้กฤษณาเกรด 1 และเกรด 2 เพื่อทำเป็นไม้ตัว  ไม้ชิ้นสำหรับนำไปจุดดมซึ่งต้องการขนาดของลำต้นและกิ่งพอสมควร สามารถเริ่มทำสารได้ตั้งแต่ปีที่ 3 และทำเพิ่มทุกปีตามขนาดของลำต้นที่เพิ่มขึ้น ที่ต้องอาศัยเวลาในการสะสมสารกฤษณาทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาสูง
อย่างไรก็ตาม การปลูกไม้กฤษณาระยะ 2x2 เมตร ถ้ามีการดูแลบำรุงรักษาต้นกฤษณาดี  หลังจากปลูกก็สามารถทำไม้เกรด 1  และเกรด 2 ได้  โดยการทำสารกระตุ้นต้นเว้นต้นในปีที่ 3  แล้วทำเพิ่มทุกปีตามขนาดของลำต้นที่เพิ่มขึ้น
ปรัชญา (2549)  อธิบายว่า  ต้นกล้าไม้กฤษณาที่จะปลูกควรมีอายุตั้งแต่ 10-12 เดือนขึ้นไป  หรือสูงตั้งแต่ 50 เซนติเมตรขึ้นไป  ได้แบ่งการปลูกออกเป็น 3 แบบ  คือ
1.  ปลูกระยะถี่  2x2  เมตร สามารถปลูกได้ไร่ละ 400 ต้น  เหมาะสำหรับผู้ปลูกที่มีเงินทุนหมุนเวียนได้ตลอดในระยะเวลาประมาณ 5-7 ปี  เป็นที่นิยมปลูกมากตามโครงการสวนเกษตรที่ปลูกไม้ป่าต่างๆ
2.  ปลูกระยะถี่  2x4  เมตร สามารถปลูกได้ไร่ละ 200 ต้น  เหมาะสำหรับผู้ปลูกที่มีเงินทุนหมุนเวียนปานกลาง  และแนะนำว่าระหว่างแถวควรปลูกกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยไข่  เพื่อเป็นพืชป้องกันแดด  และดูดซับน้ำในฤดูแล้ง  และในระหว่างที่รอผลผลิตจากไม้หอมก็สามารถจำหน่ายกล้วยได้
3.  ปลูกระยะถี่  4x4  เมตร สามารถปลูกได้ไร่ละ 100 ต้น  เหมาะสำหรับผู้ปลูกไม้ล้มลุกเป็นหลัก  เช่น  ปลูกถั่ว  แตง  และผักต่างๆ  เหมาะสำหรับผู้ปลูกที่มีเงินทุนหมุนเวียนน้อย
สำหรับการปลูกไม้กฤษณาเป็นพืชเดี่ยวดังกล่าวแล้ว ยังมีการปลูกแซมกับพืชอื่นอีกหลายชนิด คือ
1. ปลูกแซมสวนเก่า ในสวนพืชเศรษฐกิจ เช่น สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และ สวนผลไม้ เมื่อต้นเดิมตายลงก็สามารถปลูกกฤษณาทดแทนต้นเดิมได้
2. ปลูกแซมสวนมะพร้าว สามารถปลูกต้นกฤษณาแซมในสวนมะพร้าว โดยปลูกระหว่างเส้นทแยงมุมของต้นมะพร้าวให้กระจายทั่วสวน มะพร้าวจะช่วยบังแดดและป้องกันลมโกรกต้นกฤษณา จะทำให้เจริญเติบโตได้ดี
3. ปลูกแซมสวนกล้วย สามารถปลูกต้นกฤษณาพร้อมๆ กับการปลูกกล้วย หรือปลูกกล้วยก่อนระยะหนึ่ง เมื่อเจริญเติบโตพอจะบังแดดได้แล้วจึงปลูกกฤษณา ขณะที่ต้นกฤษณายังไม่โตพอก็สามารถจำหน่ายกล้วยเป็นรายได้ก่อน
4. ปลูกแซมสลับกับป่าไม้ เพื่อลดความเสี่ยงในการปลูกไม้เพียงอย่างเดียว คือ ต้นสัก ก็สามารถปลูกไม้กฤษณาแซมได้เช่นเดียวกับการปลูกแซมสลับกับไม้ประดู่ และไม้พยุง เป็นต้น

วิธีการปลูกไม้กฤษณา   มีดังนี้ คือ



1. การปลูกแบบขุดหลุม แบ่งเป็น 2 แบบ คือ

1.1  การปลูกแบบขุดหลุมในดินทราย  เมื่อพื้นที่ปลูกที่เป็นดินทรายซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ขาดอินทรียวัตถุและแร่ธาตุต่างๆ จึงแนะนำให้ใช้โพลิเมอร์และปุ๋ยอินทรีย์ช่วยโดยการขุดหลุม 50x75 เซนติเมตร เอาดินที่ขุดจากในหลุมผสมกับปุ๋ยออสโมโค้ต 1-2 ช้อนแกง หินฟอสเฟต 50-100 กรัม เท่ากับโดโลไมท์ ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ ประมาณ 1 ใน 3 ของดินแล้วใส่ลองก้นหลุม 1 ใน 4 ส่วน จากนั้นใช้โพลิเมอร์ (วุ้นอุ้มน้ำ) ที่แช่น้ำอัตรา 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร 1 คืน แล้วกวนให้กระจายดี แล้วตักส่วนผสมจำนวน 1 ลิตร ราดบนดินที่ผสมรองก้นหลุมโดยไม่ต้องคลุกเคล้ากับดิน แล้วเอาต้นกล้ากฤษณาปลูกและกลบดินผสมให้มีระดับต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย เพราะจะช่วยเก็บน้ำฝนได้ดีเมื่อฝนตก จากการที่พื้นที่เป็นดินทรายน้ำจะถูกดูดซึมหายไปอย่างรวดเร็ว

1.2  การปลูกแบบขุดหลุมในดินแข็งหรือดินดาน  ในกรณีที่ดินชั้นบนร่วนโปร่งแบบดินทราย แต่มีชั้นดินดานอยู่ใต้ชั้นไถพรวนก็ให้เตรียมดินแบบดินทรายก่อน แต่ดินที่ผสมรองก้นหลุมให้ใส่สารละลายดินดานลงไปโดยไม่ต้องคลุกกับดินผสม พร้อมกับโพลิเมอร์ 1 ลิตร ทับลงไปบนสารละลายดินดาน แล้วปลูกกล้าลงไปตามปกติ เมื่อฝนตกหรือรดน้ำจนเปียกชุ่มพอไปถึงสารละลายดินดานจะทำให้ดินที่แน่นแข็งค่อย คลายตัวออกกกลายเป็นดินร่วน ทำให้น้ำซึมลงไปได้ดี และรากก็แทงลงใต้ดินได้ดีด้วย

2.  การปลูกแบบไม่ขุดหลุม  ถ้าที่ปลูกมีสภาพเป็นดินเหนียวระบายน้ำได้ยาก เมื่อรดน้ำจะมีน้ำขัง รากจะแช่น้ำเป็นโรคตายได้ง่าย วิธีแก้ปัญหาคือ ปลูกบนดินแล้วให้รากแผ่บนผิวดินและนำปุ๋ยคอก แกลบ ฟอสเฟต และโดโลไม้ท์หว่านกระจายบางๆ แล้วใส่ปุ๋มออสโมโค้ทเล็กน้อยบนจุดที่จะวางเข่งหรือตะกร้า แล้วใช้ดินผสมใส่รอบๆ เข่งหรือตะกร้า เพื่อป้องกันลมโยกดันต้นกฤษณา ให้มีไม้ยึดของเข่งหรือตะกร้าให้แน่น รากจะเจริญเติบโตเต็มเข่งหรือตะกร้า แล้วใช้วัสดุประเภทหญ้าแห้ง ใบไม้ ฟางข้าวคลุมโคนต้นให้เจริญเติบโตต่อไป
การดูแลบำรุงรักษาไม้กฤษณาหลังการปลูก  ถึงแม้ต้นกฤษณาจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย  โตเร็ว  แต่การปล่อยให้เจริญเติบโตโดยไม่ดูแลนั้นจะทำให้มีปัญหา  เพราะต้นกฤษณาที่ยังเล็กอยู่  รากที่มีจำกัดทำให้หาอาหารได้ไม่มาก  ผู้ปลูกไม้กฤษณาจึงจำเป็นต้องมีการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ  ดังต่อไปนี้

1.  การให้น้ำในระยะ 3 เดือนแรก  ควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอวันเว้นวัน  เมื่ออายุ  3-6 เดือน  ควรลดการให้น้ำลงเป็น  3-5  วันต่อครั้ง  จนอายุมากกว่า 1 ปี  จึงควรรดน้ำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง  เว้นแต่ช่วงฝนตกก็ไม่จำเป็นต้องให้น้ำ
2.   การใส่ปุ๋ย  ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์อันเป็นแหล่งไนโตรเจนที่สำคัญและยังได้แร่ธาตุอื่นๆ ครบทุกตัว  หลักการใช้ปุ๋ยที่ถูกต้องคือการแบ่งใสตลอดหน้าฝน  หรือระยะเวลาที่ยังมีการรดน้ำอยู่  โดยให้ใส่ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง  ถ้าการใส่ปุ๋ยครั้งเดียวจำนวนมาก  อาจทำให้เป็นอันตรายต่อรากได้
การใส่ปุ๋ยเพื่อช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้ต้นกฤษณาในปีแรก  นับว่ามีความจะเป็นมาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสวนป่าที่มีสภาพดินเลว  ควรมีการใส่ปุ๋ยมูลสัตว์  ในช่วงอายุ  1-3  ปี  ควรใส่  3-4  ครั้งต่อปี  ในอัตรา  1- 2  กิโลกรัมต่อต้น  หลังจากนั้นเมื่ออายุ 3 ปี  ควรใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง  ครั้งละประมาณ  3-5  กิโลกรัมต่อต้น
3.  การริดกิ่ง  การตัดแต่งกิ่งเป็นสิ่งสำคัญในการปลูกไม้กฤษณา  เพราะการตัดแต่งกิ่งทำให้ต้นกฤษณาเจริญเติบโตรวดเร็ว  จึงควรตัดแต่งกิ่งแขนงหรือกิ่งด้านข้าง  ในช่วงเวลาที่ต้นกฤษณาสูงประมาณ 1 เมตรขึ้นไปถึง 3 ปี  เพราะช่วงต้นเล็ก  ลำต้นจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว  จึงต้องปักเสาหลักใช้เชือกผูกโยงกับต้นกฤษณาเพื่อป้องกันการโค่นล้ม
4.  การป้องกันไฟ  ผู้ปลูกไม้กฤษณาควรระมัดระวังการป้องกันไฟในสวนป่าซึ่งสามารถทำได้โดยการทำแนวกันไฟให้กว้าง  6-10  เมตร  เพื่อป้องกันไฟไหม้ต้นกฤษณาที่ลุกลามจากภายนอกโดยต้องคอยเก็บใบไม้  กิ่งไม้ที่เป็นเชื้อเพลิงออกจากแนวกันไฟ  ในฤดูแล้งมีการใช้รถแทรกเตอร์ล้อยางไถพรวน  เพื่อกำจัดวัชพืชหรือใช้แรงงานคนถางวัชพืช
5.  ศัตรูไม้กฤษณา  ศัตรูสำคัญของไม้กฤษณาคือตัวหนอกกินใบ  เกิดจากผีเสื้อกลางคืนที่วางไข่บริเวณใบยอดของลำต้น  เมื่อหนอนออกจากไข่จะกัดกินผิวใบอ่อน  ทำให้ต้นกฤษณาชะงักการเจริญเติบโต  ผู้ปลูกจึงควรหมั่นสังเกตและควรฉีดยากำจัดหนอน  หลังจากต้นกฤษณามีอายุมากขึ้นจะไม่ค่อยพบโรคและแมลงศัตรูพืช
นอกจากนี้ยังมีหนอนเจาะลำต้น  ถ้าเป็นต้นกฤษณาขนาดเล็กอาจจะทำให้ต้นกฤษณาตายได้  หรือทำให้บริเวณลำต้นเหนือรอยเจาะแห้งตาย  ทำให้ต้นกฤษณาแตกยอดใหม่ที่เสียรูปทรงที่ต้องการ  แต่ถ้าหนอนเจาะลำต้นขนาดใหญ่กลับเป็นผลดีเพราะจะทำให้เกิดบาดแผลภายในต้นกฤษณา  เมื่อทิ้งไว้นานๆ จะมีสารกฤษณาเกิดขึ้น  และสะสมเพิ่มมากขึ้นได้
6.  การกำจัดวัชพืช  ในการเตรียมดินปลูกครั้งแรก  ถึงแม้จะเตรียมดินให้ดีมากเพียงใด  แต่ในดินก็มีเมล็ดวัชพืชหลงเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก  หรืออาจจะมีเมล็ดวัชพืชบางอย่างถูกลมพัดมาหลังจากการปลูกกฤษณาแล้ว  ในแต่ละปีจึงจำเป็นต้องมีการถางวัชพืชในสวนป่าอย่างน้อยปีละ  2-3  ครั้ง  ยิ่งถ้าสภาพพื้นดินอุดมสมบูรณ์ก็ยิ่งต้องกำจัดวัชพืชบ่อยมากขึ้น  อันตรายที่พบอีกอย่างหนึ่งคือ  เถาวัลย์ที่ขึ้นพันรอบต้นอ่อนและต้นไม้ใหญ่  ทำให้ต้นโอนเอนและคอดกิ่วหรือคดงอ  บางต้นอาจเสียรูปทรง  จึงควรหมั่นตรวจสอบและแกะออก

The history of Agarwood (Kritsana).

Agarwood is a wood that has been highly valued since prehistoric times. And there is evidence of using Agarwood since the time the buddha lived. It is believed that
Agarwood is an auspicious wood and can be used to protect from an evil attack. For those traveling to the forest, if you go to sleep under agarwood, you will be safe;
there will be no harm from ghosts or animals. Some people planted it in the house or garden for prosperity and to protect against tree nymphs coming into the
home. Agarwood is also used to make incense for use in worship and religious ceremonies and for herbal medicine to treat diseases as well.

In the history of Thailand, there is information that indicates Agarwood is one of the oldest native plants in Thailand, dating back to the Sukhothai period, as in the book "Tri Phoom Phra Ruang". Later on in Ayutthaya period, it was discovered that Agarwood was an important wood for the economy of historic Thailand, as it
was required by other countries. It appears that during the reign of King Boromrajadhiraj I (BE 1930) Agarwood was sent as a tribute to the emperor of
China.

Similarly, under King Naresuan the Great (BE 2135) and during the reign of King Narai the Great (BE 2208) and King Thaisa (BE 2272), Agarwood was sent as a
tribute to the emperor of Japan. During the reign of King Song Tham (BE 2166) and King Chetthathirat (BE 2172), once again, an Agarwood tribute was sent to Lord
Louis 14 of France.

In the Ayutthaya period, besides sending Agarwood as a tribute, it was also considered to be a famous export of Thailand. During the reign of King Prasat Thong
(BE 2177), Dutch traders brought 100 loads of Agarwood to trade in Japan. Later in the reign of King Narai the Great (BE 2209), the Dutch forced Siam to send 30,000
loads of Agarwood to them every year and make a monopoly trade in year BE 2218 of 1,000 loads of Agarwood to Surat town, India.

From the history of Agarwood Thailand.
It can be seen that Thailand in the past had a lot of Agarwood that could be cut for tribute and export. (Agarwood containing aromatic compound) but no information
about the substance, or planting Agarwood so those should be from the nature

The Agarwood was required by humans because it was a very useful herb. Pharmacological effects in Chinese textbooks show uses as a heart tonic, to recover
from fainting and nausea or vomiting. It could relieve angina, asthma, pain and swelling and reduce gas in stomach etc.

In the Middle East, Agarwood (Krishna) is considered important in the Arab way of life from the past to the present. In the desert, there are mites which can become
attached to the hairs and face of people and cause a micro plasma allergic reaction. The other oils did not have any effect on the mites; only the smell of Krishna oil was effective. Agarwood is a necessity in daily use, as it is chopped, then burned with coal in small stoves. The smell of Agarwood burning in a room has a fragrance which can soothe tensions, while the smoke of Krishna serves as heart tonic.

Islamic law has forbidden Muslims to drink alcohol and use cosmetics or perfumes that combine with alcohol. But they can use cosmetics and perfumes that are made from herbs only. So for Muslims around the world, industrial production of cosmetics are produced with Agarwood, such as perfumes, skin care, talcum, etc.
Also, the world's largest manufacturer of perfumes in Europe requires a concentrated perfume Agarwood fragrance mix. After extraction of the perfume, the residue wood is used in the production of various kinds of incense and the wood can be carved into jewelry, jewelry boxes, pater noster rosary, eagle sculpture, bowls, etc.

Species Distribution. And botanical characteristics.

Agarwood was known in different names in different places of Thailand and in foreign countries.

In Thai named Mai Kritsana .

In eastern and southern called Mai Hom , Mai Poungmapraw .

Pattani, Yala, Narathiwat to Malaysia in Yawee language called Kayukaru, Kayukahu or Kayuduepu.

Pali named Akaru and Dakara .

Chinese name is Tim Heang mean fragrant wood sank in water.

English name is Eagle Woods, Lignum Aloes, Agar Wood, Calambac

Agarwood named in other countries as below.

Japanese name is Jin-Koh Kya-ra.

Indonesian and Malaysian name is Gaharu.

Indian name is Agar.

In Bengal called Agara.

In the region of Assam called Sasi.

In Korea called Chin Hyuagy.

In France called Boisd aigle.

General characteristics of Agarwood.

Agarwood is a medium to large non deciduous tree, height 18-21 meters and more, circumference 1.5 to 1.8 meters, the bush as canopy tower or cone shaped, straight trunk, 5- 10 mm thick shell with light brown ventilation holes. The outer shell is split into a small
groove when more growth up, the inner bark is yellowish white.

Agarwood's leaves are alternately arranged in an oval shape, wide 2.5-3.5 cm, long 7-9 cm, old leaves glitter smooth, young leave silky on edge, line, stalk and
branches. The leaves stalk long 3-5 mm the line out from middle of leaves are 2 size. the large line angled 45-60 degrees to the middle, the other line tiny pararell to
the middle line angled with the large line. Young leaves are light green, old leaves are dark green. Before falling in yellow.

Agarwood s blossom is perfectly gender male and female pollen in the same flower, small bouquet wtih 4-6 blossom at the end of branches, pedicel long 3-5 mm ,
soft hairs on different parts of the flowers are greenish yellow flowers. The flower petal tube sparsely hairy on both sides. Petal 1-1.5 mm thick long hair, pollen of long
stamens with pollen from 1 to 1.5 mm long, 1 mm ovarian sparsely pubescent stem 2-3 mm long, anthers 1 mm long, pistillate blossom during December-February. Fruit during February-April and ripeness in May-June.

Agarwood s fruit look like a shield or bearing nuts with density soft hair yellowish brown, the tip was a slight protrusion, base of fruit was fixed with petal, the upper
lobes was longer than the lower, adjacent as bell shape. Secondary lobes of the petals and leaves attached cover. The ripeness fruit cracked as it trail. The seeds
are embedded in the fruit with 2 seeds an oval shape about 5-8 mm, fresh and soft base. Sometimes extends to the end. The small line connected the fruit with the
seed, the seeds coulor are red, orange or black. Covered with short and soft hair. When ripenest will broken in 2 pieces, the seeds can survived in only a short period
of 1-2 weeks that's good seed to plant, but after four weeks the germination rate decreased to non-proliferation.

The wood will be white when just cut then will become light brown with a coarse, saw cut easily, not good polished lacquer, not much durable, more durable in water. The wood that contain aromatic will dark brown to black, more weight so it'll sink in the water. aromatic substance is the gum resin (Resin) and fragrant.

Agarwood is the kind of Thymelaeceae, Aquilaria genus. Aquilaria is a word from Latin and Akkadian language, "Aquila" or "Aquilae" is Latin mean to the eagle,
"ekle" is Akkadian mean to black, dark and day.

From the world Agarwood No. 1 in Vietnam have reported that around the world in this present have 16 species distributed in tropical Asia, from North Asia, Southeast
Asia and South Asia is.

1. Aquilaria subintegra was found in Thailand
2. Aquilaria crassna was found in Thailand, Cambodia, Laos and Vietnam
3. Aquilaria malaccensis was found in Thailand, India and Indonesia
4. Aquilaria apiculata) was found in Philippines
5. Aquilaria bailloni was found in Thailand, Cambodia, Laos and Vietnam
6. Aquilaria baneonsis was found in Philippines
7. Aquilaria beccaria was found in Indonesia
8. Aquilaria brackyanta was found in Malaysia
9. Aquilaria cumingiana was found in Indonesia and Philippines
10. Aquilaria filarial was found in New Guinea and China
11. Aquilaria grandiflora was found in China
12. Aquilaria hilata was found in Indonesia and Malaysia
13. Aquilaria khasiana was found in India
14. Aquilaria microcarpa was found in Indonesia and Malaysia
15. Aquilaria rostrata was found in Malaysia
16. Aquilaria sinensis was found in China

For information about Agarwood in Thailand have 3 main varieties as below.

1. Aquilaria crassna Pierre ex Lec. well known as Khao Yai sometime called Mai Hom , Kaen Kritsana , Luk Kaen was found in the tropical rain forest and dry evergreen forest in the northeast of Thailand, Nakhon Ratchasima, Burirum, Srisaket, Nakhon Nayok,
Prachinburi, Kabinburi especially in Khao Yai National Park. The north of Thailand, Nan, Chiangrai and Phrae. The centrat part of Thailand, Nakhon Sawan, Kampaengphet and Phetchabun especially in Ban Huaitawhak, Nam Nao, Khao Kho. The Khao Yai species has a unique as resistant to drought than other varieties. And a variety of high quality oil and the oil is quite a lot.

2. Aquilaria Malaccensis or called Malucka is a kind of Agarwood that contain medium quality and amount of fragrance, was found in humidity area
in southern Thailand and Malaysia, such as Thailand, Prajuabkirikhan, Phatthalung, Ranong, Pattani, Krabi, Yala and Khao Chong, Trang etc.

3. Aquilaria Subintegra well known as "Chanthaburi" is the best Agarwood in the world because give high quality and amount of aroma oil also
accommodate to the environment very well. Growth in nearly all areas of Thailand and found mostly in the Eastern such as Rayong, Chanthaburi and
Trat, especially at the Khao Soi Dao.

In BE 2545 it was reported that the planting Agarwood in Trat is the most of the world. But some farmers planted the varieties of Agarwood caused the problem
transformed original species more worse than ever.

For Subintegra or Trat species spread around can be classified by the botanical characteristics in different 3 classes as below.

Class 1 is a species of Subintegra, small and pointed leaves. Parallel lines through the two pairs of fiber to be divided into subgroups according to the nature of
the stem into 3 groups.

Type 1 is Agarwood with small pointed leaves (bamboo leaves), the outer surface of the trunk with knotty or a piece of red, pale red or red to black, which local
people called "Nang Kang Kok Dang" (red skin toad) highest quality, big trunk, it is the best quality in the group of Subintegra species. Most of them are found only
within the province of Trat.

Type 2 is Agarwood with small pointed leaves (bamboo leaves) , the outer surface of the trunk same color as Hopea or takian, white-gray with green or white
oval along the trunk give quite much aroma oil , big trunk, generally found in Trat, Khao Soi Dao, Khao Sa Bab, and Khitchakut in Chanthaburi.

Type 3 is Agarwood with small pointed leaves (bamboo leaves), the outer surface of the trunk same color as Hopea or takian, white, silver-gray
bark, small trunk with a slow growth. Not good for commercially. Generally found in mountainous higher than 500 meters above sea level, in the province
of Trat and Chanthaburi, mostly growth by the nature but small amounts because small trunk.

Class 2 is a species of Subintegra, medium slender long leaves, form of fiber two pair up, was divided into subgroups according to the characteristic of the trunk
into 3 groups as below.

Type 1 is a species of Subintegra, medium slender long leaves, some have jagged edges around the leaves, form of fiber two pair up. the outer surface of the
trunk with knotty or a piece of red, pale red or red to black, which local people called "Nang Kang Kok Dang" (red skin toad) give quite much aroma oil, big trunk,generally found Trat and Khao Sa Bab, Chanthaburi.

Type 2 is a species of Subintegra, medium slender long leaves, the outer surface of the trunk same color as Hopea or takian, white gray with green or white
oval along the trunk give quite much aroma oil, generally found in Chanthaburi such as Khao Soi Dao, Khao Sa Bab, Khao Khitchakut, Khao Chamao in Rayong.

Type 3 is a species of Subintegra, medium slender long leaves, paralell lines with fine fiber, the outer surface of the trunk white, gray, gray and white or grayish
white, little bit green, small trunk with a slow growth give high quality of aroma oil, generally found in mountainous high 300-500 meters above sea level in Trat and
Chanthaburi.

Class 3 is a species of Subintegra, large leaves, form of fiber two pair up, was divided into subgroups according to the characteristic of the trunk into 3 groups as
below.

Type 1 is a species of Subintegra, large leaves, paralell lines with fine fiber,the outer surface of the trunk with knotty or a piece of red, pale red or red to black, which
local people called "Nang Kang Kok Dang" (red skin toad) give quite much aroma oil, big trunk, generally found in Trat and Khao Soi Dao, Chantaburi.

Type 2 is a species of Subintegra, large leaves, form of fiber two pair up, the outer surface of the trunk same color as Hopea or takian, white gray with green or
white oval along the trunk and big trunk, give fair aroma oil, generally found in Trat and Chanthaburi.

Type 3 is a species of Subintegra, large leaves, paralell lines with form of fiber two pair up, the outer surface of the trunk quite black, silky, very big trunk, to aroma oil,
a chemical substance that Kritsana must be very effective technical. Some people called "Krao Dum" (Black Beard) or "Prab Sien" but when get Kritsana will get a dark oil, most of them will not get Kritsana by natural except was stimulate hardly, generally found around the islands of Trat such as Koh Chang and Koh Kood etc.

Agarwood propagation, planting and maintenance.

Propagation can be done in 3 ways as below.


1. Propagated by seeds, from the fruits and seeds non-dormancy so the seeds must be planted as soon as possible because inside the seeds already have germinate
seedlings. By planted the seeds in a bag or cultivated plot then take care to be stronger. Planting seeds used planting black bag size 2.5x7 inches or 3.5x9 inches,
for the soil should be loam soil mixed with manure, don't need any chemicals then give water to wet.

Preparing Kritsana's seeds for plant by soak them in water for about 20 minutes and planted the seeds in a soil tray with water flow, pour water mixed with
sulfur or anti-fungus to wet after about 10 days the germination seeds can be planted in a bag later on.

2. Digging the seedling around the original trees for planting, for digging the the seedling that became from the seeds fall to under or near the trees until germinated
to seedling by moving them from the original tree planted in a nursery about a year will be strong enough to move on and plant in planting plots. If allowed them to grow
in nursery too long the roots will hold the soil firmly, when take it up the root will broken caused grow slow in nursery bag. When Kritsana grow up in bag for the
moment and slower grow it's mean the bag is too small. Should be changed to a larger bag, because Kritsana will be larger very quickly. For the trees that are much
larger should be moved to plants in a big basket by placing the basket on cement floor or several layers of plastic coverings before placing the basket in order to
protect the roots hold soil for easily moving.

In selecting a suitable area for Agarwood. Choose no water flood area, drain well, the hill slopes are the best with moderate moisture and light. Should be planted
about May-June the period before the rainy season. If planted at other times will need to consider enough water required..

The duration of the planting Kritsana has been proposed by many as below.
Phanumet (BE 2549) has divided planting Kritsana in 2 methods.

1. Planted in 2x2 meters can planted 400 trees per rai(1,600 sqm) good for Grade 3 and Grade 4 to refiner Kritsana oil. By sale the Kritsana wood to
refineries, because the trunk not very big. Can start when Kritsana 5-7 years old, then leave 6-18 months (depending on condition and age of trees) the substance of Kritsana too early will not high quality, lightly aroma oil. Planting like this is for limited space and want to harvest early.

1. Planted in 2x3 or 3x3 meters can planted 226 and 177 trees per rai(1,600 sqm), for Grade 1 and Grade 2 to make wood pieces for smoked burn that required
the enough size of the trunk and branches. Can start from the 3rd year and more every year by the size of the trunk increases. That takes time to accumulate
Kritsana's substance that can sell in expensive price. However, the growing Agarwood in 2x2 meters, if do a good care after
planting, it can make grade 1 and grade 2 also by one tree stimulated one tree omitted in the third year then increase each year, according to the size of the trunk
increases.
Pratchaya (BE 2549) explains, Kritsana Seedlings should be planted 10-12 months or from high 50 cm up, divided the land into 3 types as below.

1. Planted in 2x2 meters can planted 400 trees per rai (1,600 sqm) suitable for planter who have capital over a period of 5-7 years, was popular in agricultural
garden planted forest trees.

2. Planted in 2x4 meters can planted 200 trees per rai (1,600 sqm), suitable for planter who have medium capital. And sugguest that should
planted banana between rows to be sun protection for the plant and absorb water in the dry season. While waiting for the production of
Kritsana they can sell bananas.

3. Planted in 4x4 meters can planted 100 trees per rai (1,600 sqm) suitable for planter that planted annual crops such as beans, melons and vegetables, for who
have less capital. For planting only Kritsana with some several other plant species.
1. Planting for replacement old plantation such as rubber, palm oil and fruit when die can be planted Kritsana to replace the old plants.

2. Planted in coconut plantation, can planted Kritsana in coconut plantation by planted between the diagonal of the coconut trees throughout the garden. The shade
of coconut trees will protect Kritsana from sunshine and windy to grow up well.

3. Planted in banana plantation, can planted Kritsana together with banana or planted bananas for the moment when grown enough to shade the plant and then
Kritsana. While Kritsana was not grown enough, can sell bananas.

4. Planted in the forest plantation, to reduce the risk of planting a single typeas Teak, can planted Kritsana together as same as Padauk (Pterocarpus
macrocarpus) and B: lack wood (Dalbergia cochinchinensis). How to plant Agarwood as below.

1. Planting by digging hole, divided in 2 types.

1.1 Planting by digging sandy hole, when the land is sandy soil with low fertility, lack of organic matter and minerals we recommend to use polymers and
organic fertilizer to the soil by digging a hole 50x75 cm excavated soil from the hole mixed with 1-2 tablespoons of Osmo cote, phosphate 50-100 g and Dolomite as the same, Compost or other organic fertilizer about 1/3 of the soil and then put it in the bottom 1/4 of the hole after that use polymer (jelly water) soak into water, 1 kg per 200 liters of water for 1 night, then stir to distribute well, then pour 1 liter on mixed soil in bottom hole without mix up the soil. Then planted Kritsana seedlings put soil to be slightly lower than the top of hole. It will help keep rain water when it rains. As the area is sandy soil so water will be absorbed and disappeared quickly.

1.2 Planting by digging hole in the solid soil or subsoil. In this case, the top layer was combination soil, airy as sandy soil but there are subsoil beneath powed layer, prepare soil as sandy soil first but put subsoil titrate without mixing with the mixed soil at the bottom of the hole also with 1 liter of Polymer over subsoil titrate then plant seedling as normal. When rain or wet with enough water through subsoil titrate the solid soil will be loosely to better absorb water and the root down to the
ground well.

2. Planting without digging a hole. If land conditions are the clay, difficult drainage, when watering will be flood. Roots were soaked in water caused easy die. The
Solution is planted on the ground then let the roots spreading on the soil and spread the manure, husk, phosphate and dolomite slightly then little bit of Cosmo Cote
fertilize on the place that plan to put the basket. After that cover with the mixed soil around the basket to prevent Kritsana seedling moving by the wind, hold the basket tightly with wooden stick, the root will grow fully in basket then cover with dry grass, leaves, rice straw for more growth. Kritsana care and maintenance after planting. Although Kritsana is easily grown plants that grow fast but if we just let it grow without care will be problem because young Kritsana can not take enough nutrient by having limited roots, required planter always take good care as below.

1. Watering in the first 3 months, should be watered to soak up every 2 days, when seedling age 3-6 months should be reduced watering to once every 3-5 days
until more than 1 year then should watering at least once a week, except during the rains do not need watering

2. Fertilizing, should be manure, organic fertilizer major source of nitrogen and other all nutrients, the proper use of fertilizers is give along the rainy season or
during watering period by only little bit fertilize at a time but often. If put lots of fertilizer once at same time may harm the roots. Fertilizing to accelerate the growth of Kritsana in the first year. It is necessary especially in forests plantation with poor soil conditions, should put animal manure during 1-3 years should be 3-4 times per year at a rate of 1-2 kg per tree. Later when 3 years should be fertilized 2 times per year, 3-5 kg per tree.

3. Branch pruning is necessary for planting Kritsana because the pruning makes the tree grow faster. Should trim the branches or twigs on the side during the
time that Kritsana was about 1 meter up to 3 years because of small trunk will be high up rapidly must be we tied with stick to prevent falling down.

4. Fire preventing, planter should be careful to prevent fires in forests plantation can be done by making the space wide 60-10 meters to prevent fire spread from the
outside by clear out leaves, branches that can be burn from the fire. In the dry season use wheeled tractors plowing or labor to clear away the weeds.

5. Pests of Kritsana, The pest of Kritsana is the worm eating leaves, was born by night butterfly put worm's eggs on tip leaves of trunk when the worms came out from
eggs will eat the skin of the leaves made Kritsana stop growing. Planter should always keep an eyes on and inject herbicide to eliminate the worm. After Kritsana
grown more will not much problem from infection and insect pests. n addition, the stem boring caterpillars, if Kritsana is so small may die or the
stem above the drill notch will dry and death. Caused new balance of Kritsana deform as we want. But if it drill a big stem will become a huge benefit because it
will cause cuts inside the Kritsana when left long time will occur Kritsana substance and collecting more and more.

6. The herbicide, during prepare the soil first. Although soil preparation to be the best but many weed seeds remain in the soil or there may be some weed seeds
come with the wind after planted Kritsana already. Each year, we need to be cleared of weeds in the forest plantation at least 2-3 times per year, especially if soil fertility is even more frequent weeding. Another danger found is creeper that wrapped around the seedlings and trees caused of swaying and compressed or bent. Some trees may be deformed should be regularly monitored and clear off.

 
 

Copyright 2011   www.nopparathagarwood.com All Rights Reserved  
นพรัตน์พันธุ์ไม้ 107/5 หมู่ 4 ต.บ่อพลอย  อ.บ่อไร่  จ.ตราด  23140
Email :
nopparatheaglewood@gmail.com
Design by www. thaiwebpremium.com